การพัฒนา Web3
- Web1 (อินเทอร์เน็ตยุคเริ่มต้น): เน้นการแสดงผลแบบอ่านอย่างเดียว (Read-Only) เว็บไซต์ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นข้อมูลคงที่และผู้ใช้งานมีบทบาทในการอ่านและค้นหาข้อมูลเท่านั้น
แม้ว่าหลายคนจะถือว่าปี 1983 เป็นปีที่อินเทอร์เน็ตถือกำเนิดขึ้น แต่กว่าที่ Tim Berners-Lee จะพัฒนาแนวคิดต่างๆ เช่น HTML, HTTP, URL และเว็บเบราว์เซอร์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเว็บในรูปแบบที่เรารู้จักในทุกวันนี้ ก็ต้องรอจนถึงช่วงต้นทศวรรษ 90
จากจุดนั้นจนถึงต้นทศวรรษ 2000 เราเรียกช่วงเวลานี้ว่า 'Web1' หรือ 'ยุคอ่านอย่างเดียว' ของอินเทอร์เน็ต เนื่องจากในช่วงแรก เว็บไซต์มีลักษณะเรียบง่าย เป็นข้อมูลคงที่ และไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถโต้ตอบใดๆ ได้ เว็บไซต์ของบริษัทต่างๆ ทำหน้าที่คล้ายกับหน้าร้านออนไลน์ที่นำเสนอข้อมูลให้ผู้ใช้เข้ามาอ่านเท่านั้น
- Web2 (อินเทอร์เน็ตยุคโซเชียล): มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้มากขึ้น โดยเน้นการสร้างเนื้อหา (User-generated content) เช่น โซเชียลมีเดีย เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม ระบบยังคงมีศูนย์กลางอยู่ที่บริษัทใหญ่ที่ควบคุมข้อมูลและแพลตฟอร์ม
แม้ว่าจะไม่มีวันที่แน่ชัดและได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากล แต่โดยทั่วไปแล้ว Web2 ถูกพิจารณาว่าเป็นช่วงเวลาที่ตามหลัง Web1 มาจนถึงปัจจุบัน โดย Web2 หมายถึงยุคที่อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนจาก "อ่านอย่างเดียว" เป็น "อ่านและเขียน" ในยุค Web2 ผู้ใช้ไม่เพียงแค่บริโภคเนื้อหาเท่านั้น แต่ยังสามารถมีส่วนร่วมและสร้างเนื้อหาของตัวเองได้ด้วย
เว็บไซต์เริ่มมีการรวมคุณสมบัติต่างๆ เช่น การรีวิวออนไลน์ ในขณะที่โซเชียลมีเดียเริ่มมีแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถโต้ตอบและแชร์เนื้อหากันและกันได้
แม้ว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียดั้งเดิมอย่าง MySpace และ Bebo จะอนุญาตให้ผู้ใช้โพสต์รูปภาพและสื่อสารกับเพื่อนได้เท่านั้น แต่แพลตฟอร์มที่ตามมา เช่น Facebook, Instagram, และ Twitter ได้เติบโตขึ้นจนกลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในโลกออนไลน์และมอบบริการหลากหลายมากขึ้น
- Web3 (อินเทอร์เน็ตยุคกระจายศูนย์): ผู้ใช้มีสิทธิ์ในการควบคุมข้อมูลและการทำธุรกรรมของตัวเองโดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง ระบบถูกสร้างขึ้นบนเทคโนโลยีบล็อกเชน ทำให้เกิดความปลอดภัยสูง ข้อมูลโปร่งใส และยากต่อการถูกแทรกแซง
นี่นำเรามาสู่ Web3 การพัฒนายุคใหม่ที่เป็นรูปแบบบล็อกเชน ซึ่งกำลังพยายามทำให้เว็บในปัจจุบันเป็นแบบกระจายศูนย์ (decentralised) ซึ่งเป็นหัวข้อที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมาก
องค์ประกอบต่างๆ ของ Web3 ผสมผสานกันเพื่อสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีศักยภาพในการถ่ายโอนอำนาจจากผู้กระจายข้อมูล, รัฐบาล และธนาคาร ไปสู่ผู้สร้าง, ชุมชน และนักลงทุนรายย่อย ให้กลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบนิเวศนี้
แต่พื้นที่ต่างๆ ของ Web3 มีอะไรบ้าง? พวกมันผสมผสานกันอย่างไร และสิ่งเหล่านี้หมายถึงอะไรต่ออนาคตของอินเทอร์เน็ต? นี่คือคู่มือสำหรับผู้เริ่มต้นเกี่ยวกับ Web3 ของเรา
คุณสมบัติหลักของ Web3
- Decentralization (การกระจายศูนย์): ข้อมูลและระบบไม่อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรเดียว แต่ถูกกระจายออกไปตามเครือข่ายบล็อกเชน ซึ่งทำให้เกิดความปลอดภัยและเสรีภาพมากขึ้น
- Blockchain Technology (เทคโนโลยีบล็อกเชน): Web3 ใช้บล็อกเชนในการจัดเก็บข้อมูลและทำธุรกรรม ทำให้เกิดความโปร่งใสและเชื่อถือได้ เนื่องจากข้อมูลไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงหรือปลอมแปลงได้โดยง่าย
- Smart Contracts (สัญญาอัจฉริยะ): สัญญาอัจฉริยะเป็นโค้ดที่ทำงานบนบล็อกเชนโดยอัตโนมัติเมื่อเงื่อนไขที่กำหนดไว้ถูกตอบสนอง ซึ่งช่วยในการทำธุรกรรมต่างๆ โดยไม่ต้องใช้คนกลาง
- Ownership (การถือครองข้อมูล): ผู้ใช้มีสิทธิ์ในการควบคุมและถือครองข้อมูลของตัวเอง เช่น การเก็บข้อมูลดิจิทัล, โทเค็น (Tokens), หรือ NFT (Non-Fungible Tokens)
ข้อดีของ Web3
- ความปลอดภัยสูง: การใช้บล็อกเชนทำให้ข้อมูลถูกเก็บอย่างปลอดภัยและยากต่อการถูกโจมตี
- ไม่มีตัวกลาง: ลดการพึ่งพาบริษัทหรือตัวกลางในการทำธุรกรรม เช่น การชำระเงินหรือการจัดการข้อมูล
- การเป็นเจ้าของข้อมูล: ผู้ใช้สามารถควบคุมข้อมูลของตนเองได้ และไม่ถูกผูกขาดโดยบริษัทใหญ่
- ความโปร่งใส: ข้อมูลทุกอย่างสามารถตรวจสอบได้เนื่องจากบันทึกในบล็อกเชน
การประยุกต์ใช้ Web3
- การเงินแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Finance หรือ DeFi): การทำธุรกรรมทางการเงินโดยไม่ต้องผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงิน
- NFT (Non-Fungible Tokens): การซื้อขายและครอบครองสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น งานศิลปะ เพลง หรือวิดีโอ โดยที่สินทรัพย์นั้นไม่สามารถถูกทำซ้ำได้
- DAO (Decentralized Autonomous Organization): องค์กรที่ดำเนินการด้วยสัญญาอัจฉริยะ โดยไม่มีการควบคุมจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
สรุป
Web3 เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกดิจิทัลที่เน้นการกระจายศูนย์และให้ผู้ใช้งานมีอำนาจในการควบคุมข้อมูลและทรัพย์สินดิจิทัลของตนเอง ระบบที่ใช้บล็อกเชนและสัญญาอัจฉริยะช่วยเพิ่มความโปร่งใส ความปลอดภัย และความยุติธรรมในการทำธุรกรรมและการเก็บข้อมูล นี่อาจเป็นอนาคตของอินเทอร์เน็ตที่ทำให้ทุกคนมีเสรีภาพในการใช้งาน
Добавить новый комментарий